SEO by MNCSEO by MNC
บทความ › รวมคำศัพท์ นักการตลาด SEO ที่ต้องรู้ 2569

รวมคำศัพท์ นักการตลาด SEO ที่ต้องรู้ 2569

📅 20 September 2026 · โดยทีม MNC
ภาพปกบทความ รวมคำศัพท์ SEO 2569 — 80+ คำศัพท์ 11 หมวด โดยทีม MNC

1. SEO พื้นฐาน — คำที่ต้องรู้ก่อนเริ่มทำ

หมวดนี้คือรากศัพท์ที่ทุกคนในวงการต้องเคยได้ยิน — ถ้าเพิ่งเริ่มงาน SEO สร้างความเข้าใจชุดนี้ให้แน่นก่อน

SEO (Search Engine Optimization)
กระบวนการปรับเว็บไซต์ให้ขึ้นอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหาของ Google, Bing, Yahoo ฯลฯ โดยไม่จ่ายเงินให้ Search Engine โดยตรง (ต่างจาก SEM)
SERP (Search Engine Results Page)
หน้าจอผลลัพธ์ที่ผู้ใช้เห็นหลังพิมพ์คำค้นหาลงใน Google ประกอบด้วยผลออร์แกนิก, โฆษณา, Featured Snippet, AI Overviews และอื่น ๆ
KW / KWD (Keyword)
คำหรือวลีที่ผู้ใช้พิมพ์ค้นหาใน Google การเลือก Keyword ที่เหมาะกับสินค้า/บริการ คือหัวใจของ SEO
Long-tail Keyword
Keyword ที่มี 3 คำขึ้นไป เช่น "รองเท้าวิ่งผู้หญิง ราคาไม่เกิน 2000" แม้ปริมาณค้นหาน้อย แต่ Intent ชัด และแข่งขันน้อยกว่า
Search Intent
เจตนาที่แท้จริงของผู้ใช้เวลาค้นหา เช่น อยากรู้ข้อมูล (Informational), เปรียบเทียบ (Commercial), จะซื้อ (Transactional), หาร้าน (Navigational)
แผนภาพ SEO Funnel 5 ขั้น จาก Search Intent ไปยัง Conversion — อธิบาย customer journey พร้อม KPI ที่วัดผลได้ใน GSC และ GA4 โดยทีม MNC
SEO Funnel — 5 ขั้นจาก 100% intent ค้นหา → 1% conversion · ทุกขั้นวัดผลได้ใน GSC + GA4
Organic Search / Organic Results
ผลการค้นหาที่ขึ้นจากการทำ SEO ตามปกติ (ไม่ได้จ่ายเงิน) ต่างจาก Paid Results / Ads
Algorithm
สูตรคำนวณลับของ Google ที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์ มีการอัปเดตหลายร้อยครั้งต่อปี เช่น Panda, Penguin, Helpful Content, Core Update
Sandbox
ช่วงที่ Google ยังไม่ "ไว้ใจ" เว็บใหม่ ทำให้คีย์เวิร์ดแข่งขันสูงขึ้นไม่ติดอันดับ มักใช้เวลา 3–6 เดือนกว่าจะหลุด

2. On-page SEO — คำที่เกี่ยวกับการปรับหน้าเว็บ

On-page = ทุกอย่างที่ปรับ "บนหน้าเว็บ" ให้ Google เข้าใจและจัดอันดับได้

Title Tag
ข้อความในแท็ก <title> ที่แสดงบน SERP เป็นหัวเรื่องหลักของหน้า ความยาวแนะนำ 50–60 ตัวอักษร
Meta Description
ข้อความสรุปใน <meta name="description"> แม้ไม่กระทบอันดับโดยตรง แต่มีผลต่อ CTR — แนะนำ 150–160 ตัวอักษร
H1 / H2 / H3 (Heading Tags)
แท็กหัวข้อที่ช่วย Google เข้าใจโครงสร้างเนื้อหา ควรมี H1 หน้าละ 1 ตัว และใช้ H2/H3 เป็นลำดับชั้น
URL Slug
ส่วนท้ายของ URL เช่น /seo-glossary-2569 ควรสั้น มีคีย์เวิร์ด และใช้ตัวพิมพ์เล็ก + ขีดกลางเท่านั้น
Internal Link
ลิงก์จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าในเว็บเดียวกัน ช่วยกระจาย "น้ำหนัก" และให้ Google เข้าถึงทุกหน้า
Anchor Text
ข้อความที่ผู้ใช้คลิกได้บนลิงก์ เช่น "อ่านเพิ่มเติมเรื่อง SEO" Google ใช้ Anchor Text ช่วยเข้าใจบริบทของหน้าปลายทาง
Alt Text (Image Alt)
คำอธิบายรูปภาพใน alt="" ช่วยทั้ง SEO และการเข้าถึงของผู้พิการทางสายตา
Canonical URL
แท็ก <link rel="canonical"> บอก Google ว่าหน้านี้ "ตัวจริง" อยู่ที่ URL ไหน — ป้องกันปัญหา Duplicate Content
Schema / Structured Data / JSON-LD
โค้ดมาตรฐานที่ใส่ในหน้าเว็บ เพื่อบอก Google ว่าเนื้อหานี้คืออะไร (บทความ, สินค้า, ร้านอาหาร, FAQ) → อาจได้ Rich Snippet
LSI (Latent Semantic Indexing)
คำที่ "เกี่ยวข้อง" กับ Keyword หลักตามความหมาย เช่น "รองเท้าวิ่ง" มี LSI = "วิ่งมาราธอน", "พื้นรองเท้า", "drop" — ใช้แทรกในบทความช่วยเรื่อง Ranking
เปรียบเทียบ On-page SEO กับ Off-page SEO — แสดง 6 ปัจจัยหลักของแต่ละฝั่ง พร้อมระดับการควบคุม 100% เทียบกับ 30% จากภายนอก
On-page คุมในเว็บ 100% · Off-page คุมนอกเว็บ ~30% — ทำทั้งคู่

3. Off-page SEO — เรื่อง Backlink และ Domain Authority

Off-page = ทุกอย่างที่เกิด "นอกเว็บ" เพื่อบอก Google ว่าเว็บเราน่าเชื่อถือ

Backlink
ลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้กลับมาที่เว็บเรา ถือเป็น "คะแนนโหวต" ที่ Google ใช้จัดอันดับ
Referring Domain (RD)
จำนวนเว็บที่ชี้ลิงก์มาหาเรา ต่างจาก Backlink ที่นับจำนวน "ลิงก์" — 1 เว็บอาจมีหลาย Backlink แต่นับเป็น 1 RD
DA / DR / PA (Domain Authority / Domain Rating / Page Authority)
คะแนนความน่าเชื่อถือ 0–100 ที่เครื่องมือ Third Party คำนวณ (DA = Moz, DR = Ahrefs, PA = Moz รายหน้า) ไม่ใช่ค่าของ Google โดยตรง
Follow Link
ลิงก์ปกติที่ Google ตามไปดูและส่ง "น้ำหนัก" (Link Equity) ต่อให้เว็บปลายทาง
Nofollow Link
ลิงก์ที่ใส่ rel="nofollow" บอก Google ว่า "ไม่รับรอง" เว็บปลายทาง สมัยก่อนไม่ส่งน้ำหนัก แต่ปัจจุบัน Google ใช้เป็น "hint"
UGC / Sponsored
ลิงก์จาก User Generated Content (คอมเมนต์, ฟอรัม) กับลิงก์โฆษณา/สปอนเซอร์ Google แนะนำให้ mark rel="ugc" หรือ rel="sponsored"
Link Equity / Link Juice
คำเรียก "คุณค่า" ที่ลิงก์ Follow ส่งต่อไปยังเว็บปลายทาง ยิ่งเว็บต้นทาง Authority สูง ยิ่งส่ง Link Equity แรง
Guest Post
เขียนบทความไปลงเว็บอื่น แล้วใส่ลิงก์กลับมาเว็บเรา เป็นวิธีสร้าง Backlink ที่ถูกหลัก Google
PBN (Private Blog Network)
เครือข่ายเว็บที่สร้างขึ้นเองเพื่อชี้ลิงก์มาหาเว็บหลัก — เสี่ยงโดน Google Penalty เพราะละเมิดแนวทาง
Toxic Link
Backlink คุณภาพต่ำจากเว็บสแปม/ลิงก์ฟาร์ม อาจทำให้อันดับตก ควรตรวจและ Disavow
Disavow
การบอก Google ว่า "อย่านับ Backlink จากเว็บเหล่านี้" ผ่าน Google Search Console → ใช้เฉพาะกรณีจริงจัง

4. Technical SEO — ระบบเบื้องหลังที่ทำให้ Google อ่านเว็บได้

Technical SEO = ปรับเว็บให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลและจัดทำดัชนีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Crawl / Crawling
กระบวนการที่ Googlebot ไปตามลิงก์ทั่วเว็บเพื่อดึงเนื้อหามาวิเคราะห์
Index / Indexing
การที่ Google นำหน้าเว็บไปเก็บในฐานข้อมูลเพื่อพร้อมแสดงในผลการค้นหา — ถ้าไม่ถูก Index = ไม่มีใครเจอ
robots.txt
ไฟล์ที่บอก Googlebot ว่า "ห้ามเข้าหน้าไหน" อยู่ที่ /robots.txt — ใช้คุม Crawl Budget
sitemap.xml
แผนที่เว็บไซต์ส่งให้ Google เข้าถึงทุกหน้าที่สำคัญ อยู่ที่ /sitemap.xml
301 / 302 Redirect
301 = ย้ายถาวร (ส่งน้ำหนักไปหน้าใหม่ 95%+), 302 = ย้ายชั่วคราว (ไม่ส่งน้ำหนัก) เลือกผิดอันดับอาจหาย
404 / 410
404 = ไม่พบหน้า (อาจกลับมา), 410 = ลบถาวร ทั้งคู่ควรใช้ให้ถูก เพื่อไม่ให้ Google มาเสียเวลา
HTTPS / SSL
โปรโตคอลเข้ารหัสที่ Google ยืนยันว่าเป็น "Ranking Factor" เว็บที่ยังเป็น HTTP จะถูกแสดง "Not Secure" ในเบราว์เซอร์
Mobile-First Indexing
Google ใช้เวอร์ชันมือถือเป็นตัวหลักในการ Index และจัดอันดับ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา
Core Web Vitals
ชุดเมตริก UX ที่ Google ใช้วัดความเร็ว: LCP (Largest Contentful Paint), INP (Interaction to Next Paint), CLS (Cumulative Layout Shift)
แผนภาพ Core Web Vitals Triangle — แสดง 3 เมตริก LCP INP และ CLS พร้อมค่าเป้าหมายที่ Google ใช้ตัดสินความเร็วเว็บไซต์
Core Web Vitals — 3 เมตริกที่ Google ใช้วัด user experience · ทดสอบได้ที่ PageSpeed Insights
hreflang
แท็กบอก Google ว่าหน้านี้เป็นภาษาอะไร เช่น hreflang="th" สำหรับคนไทย, hreflang="en" สำหรับคนอังกฤษ
Crawl Budget
จำนวนหน้าที่ Google จะมาเก็บข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่ง เว็บใหญ่ควรจัดการให้ bot ใช้ budget คุ้มค่า

5. Google Tools — เครื่องมือฟรีที่ต้องใช้ให้เป็น

เครื่องมือทางการจาก Google ที่นัก SEO ทุกคนต้อง login ไว้

GSC (Google Search Console)
เครื่องมือดูประสิทธิภาพเว็บบน Search: Impressions, Clicks, CTR, Position, Index Coverage, Manual Actions — ฟรี
GA4 (Google Analytics 4)
เครื่องมือวัดทราฟฟิกเว็บ เก็บข้อมูล Events-based แทน Pageview เริ่มใช้แทน Universal Analytics ตั้งแต่ปี 2566
GTM (Google Tag Manager)
ระบบจัดการ Tag/Script บนเว็บโดยไม่ต้องแก้โค้ด นิยมใช้ยิง GA4, Facebook Pixel, Conversion
PageSpeed Insights
เครื่องมือวัดความเร็วเว็บ แสดงคะแนน Core Web Vitals ทั้ง Mobile และ Desktop — ฟรี
Featured Snippet
กล่องคำตอบที่ Google ดึงขึ้นมาเหนือผลลัพธ์ทั่วไป ตำแหน่ง "Position 0" ที่ทุกคนอยากได้
Rich Snippet
ผลการค้นหาที่มีข้อมูลเพิ่ม เช่น ดาว, ราคา, สูตรอาหาร, FAQ ต้องใส่ Schema Markup ถึงจะปรากฏ
PAA (People Also Ask)
กล่องคำถามที่เกี่ยวข้องในหน้า SERP โอกาสทองในการดึง Traffic ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ในบทความ
Knowledge Panel
กล่องข้อมูลของ Brand/บุคคล ที่แสดงด้านขวาของ SERP — มาจาก Knowledge Graph ของ Google

6. Content Quality — สัญญาณที่ Google ให้ความสำคัญ

ตั้งแต่ปี 2566 Google เน้น "คุณภาพเนื้อหา" มากขึ้นเรื่อย ๆ

E-E-A-T
ปัจจัยคุณภาพ 4 ด้าน: Experience (ประสบการณ์ตรง), Expertise (ความเชี่ยวชาญ), Authoritativeness (ความน่าเชื่อถือ), Trustworthiness (ความน่าไว้วางใจ)
แผนภาพ E-E-A-T Framework 4 ปัจจัย — Experience Expertise Authoritativeness Trustworthiness ที่ Google ใช้วัดคุณภาพเนื้อหา
E-E-A-T Framework — 4 ปัจจัยคุณภาพเนื้อหา · YMYL ต้องการ tier สูงกว่า
YMYL (Your Money or Your Life)
เนื้อหาที่กระทบการเงิน สุขภาพ หรือชีวิตผู้อ่าน Google ใช้มาตรฐาน E-E-A-T สูงกว่าปกติ ต้องมี Expert ตรวจ
Duplicate Content
เนื้อหาที่ซ้ำกับหน้าอื่นในเว็บ หรือเว็บอื่นบนเน็ต — ทำให้ Google สับสนว่าจะจัดอันดับหน้าไหน
Thin Content
หน้าเว็บที่มีเนื้อหาน้อยเกินไป (เช่น ราคาสินค้าแค่ตัวเลข บทความ 100 คำ) มักถูก Google มองว่าไม่มีคุณค่า
Helpful Content Update
อัปเดตอัลกอริทึมของ Google ที่เน้น "เนื้อหาที่มีคุณค่าต่อผู้อ่าน" เขียนเพื่อคน ไม่ใช่เขียนเพื่อให้ติด Google
AI Content
เนื้อหาที่สร้างจาก AI (เช่น ChatGPT, Claude) Google ไม่ได้แบน — แต่ต้องมีการตรวจ/เพิ่มมูลค่าโดยมนุษย์ มิงั้นจะถูกมองเป็น "Low Quality"

7. AI & Future Search — เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนวงการ

ตั้งแต่ปี 2567 Google เริ่มแสดง AI Overviews ใน SERP — เกมเปลี่ยน

SGE (Search Generative Experience)
ชื่อเดิมของ AI Overviews ของ Google — ฟีเจอร์ที่สร้างคำตอบจาก AI บน SERP เพื่อตอบคำถามผู้ใช้โดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บ
AI Overviews
ชื่อทางการของ SGE ที่ Google ใช้ในปัจจุบัน แสดงบน SERP ในหลายคีย์เวิร์ด informational ทำให้ CTR ของผลออร์แกนิกลดลง
GEO (Generative Engine Optimization)
กลยุทธ์ปรับเนื้อหาให้ถูก AI หยิบไปอ้างอิงในคำตอบ — คล้าย SEO แต่เป้าหมายคือ LLM ไม่ใช่ Search Engine
AEO (Answer Engine Optimization)
การปรับเนื้อหาให้ AI Chatbot (Perplexity, ChatGPT Search, Gemini) นำไปตอบผู้ใช้ — เน้นความชัดเจน, มีโครงสร้าง, มีแหล่งอ้างอิง
AIO (AI Optimization)
คำรวมของ SEO + GEO + AEO — กลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้ง Search Engine และ AI Chatbot
LLM (Large Language Model)
โมเดล AI ขนาดใหญ่ เช่น GPT, Claude, Gemini — เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลัง AI Overviews และ Chatbot
Zero-click Search
การค้นหาที่ผู้ใช้ได้คำตอบจาก SERP โดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บใดเลย (Featured Snippet, AI Overviews, PAA) แนวโน้ม CTR ลดลงทุกปี

8. Local SEO — สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน

ถ้าเว็บมีหน้าร้าน/บริการในพื้นที่ หมวดนี้สำคัญมาก

GBP (Google Business Profile)
หน้าโปรไฟล์ร้านบน Google (เดิมเรียก GMB — Google My Business) ตัวหลักของ Local SEO อัปเดตชื่อ ที่อยู่ เวลา เบอร์โทร รูปภาพ
NAP (Name, Address, Phone)
ข้อมูล 3 อย่างที่ต้องตรงกันทุกที่บนออนไลน์ เพื่อให้ Google ยืนยันว่าธุรกิจนี้ตัวจริงอยู่ที่ไหน
Local Pack / Map Pack
กล่องแผนที่ 3 ร้านที่แสดงบนสุดของ SERP เมื่อค้นหาแบบ "ใกล้ฉัน" หรือ "ใน [เมือง]"
แผนภาพ Local SEO Map Pack ใน Google Search — แสดง Local 3-Pack 44% ของ clicks พร้อมปัจจัยที่ช่วยให้ติดอันดับ GBP NAP และ Reviews
Local SEO Map Pack — 44% ของ clicks ไปอยู่ที่ top 3 · ชนะด้วย GBP + NAP + Reviews
Local Citation
การแจ้ง NAP ไปยังไดเรกทอรีออนไลน์ (เช่น Wongnai, Yellow Pages, TripAdvisor) ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ
Google Maps SEO
การปรับ GBP + รีวิว + รูปภาพ + โพสต์ ให้ร้านติดอันดับบน Google Maps

9. KPI & Metrics — ตัวเลขที่ต้องติดตาม

ทำ SEO โดยไม่ดูตัวเลข = เดาอย่างเดียว หมวดนี้คือ dashboard ขั้นต่ำที่ต้องตั้ง

CTR (Click-Through Rate)
อัตราส่วน Impressions → Clicks เช่น 100 impressions / 5 clicks = CTR 5% — ยิ่งสูงยิ่งดี
Conversion / CV
จำนวนผู้ทำเป้าหมาย (ซื้อของ, สมัคร, โทร) ตัวเลขสำคัญที่สุดของธุรกิจ
CR (Conversion Rate)
อัตราส่วน Clicks → Conversion เช่น 100 clicks / 5 cv = CR 5%
ROI (Return on Investment)
ผลตอบแทนเทียบกับเงินลงทุน เช่น ลงทุน SEO 5,000 บาท, ยอดขาย 25,000 บาท → ROI 400%
ROAS (Return on Ad Spend)
เหมือน ROI แต่เฉพาะค่าโฆษณา ใช้กับ Paid Ads/PPC
Bounce Rate
เปอร์เซ็นต์ผู้ใช้ที่เข้ามาแล้วออกทันทีโดยไม่คลิกอะไร — ค่าสูงไม่ดี (GA4 ใช้คำว่า Engagement Rate แทน)
Engagement Rate
เมตริกใหม่ของ GA4 = สัดส่วน session ที่มี Engagement (อยู่นานเกิน 10 วินาที, ดู 2+ หน้า, ทำ conversion)
Dwell Time
เวลาที่ผู้ใช้อยู่บนหน้าก่อนกลับไป Google — ยิ่งนานยิ่งส่งสัญญาณดี

10. Paid Search — เรื่องโฆษณาที่คู่กับ SEO

เสริม SEO ด้วย SEM = ขึ้นได้เร็วขึ้น (แต่จ่ายตังค์ทุกคลิก)

SEM (Search Engine Marketing)
การตลาดบน Search Engine ครอบคลุมทั้ง SEO (ฟรี) และ PPC (จ่าย)
PPC (Pay-Per-Click)
โมเดลโฆษณาที่จ่ายเฉพาะเมื่อมีคนคลิก — รู้จักกันดีในชื่อ Google Ads
CPC (Cost Per Click)
ต้นทุนต่อคลิก 1 ครั้ง ขึ้นกับการแข่งขันของ Keyword (คีย์เวิร์ดการแพทย์ อาจ CPC 200 บาท, คีย์ทั่วไป 5–10 บาท)
CPM (Cost Per Mille)
ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 impressions ใช้กับ Display/YouTube Ads
CPA (Cost Per Acquisition)
ต้นทุนต่อการได้ลูกค้า 1 คน ดูทั้ง Funnel คำนวณจากค่าโฆษณา ÷ Conversion

11. ศัพท์ภาษาไทยที่ใช้บ่อยในทีม SEO

คำไทยที่ใช้แทนหรือคู่กับศัพท์อังกฤษ — ควรเข้าใจทั้ง 2 คำ

คีย์เวิร์ด (Keyword)
ใช้แทน Keyword ในงานเขียนบทความและ On-page SEO
ออร์แกนิก (Organic)
ผลลัพธ์แบบไม่จ่ายเงิน "ออร์แกนิกทราฟฟิก" = Organic Traffic
แบ็กลิงก์ / ลิงก์ย้อนกลับ (Backlink)
คำนิยมเรียก Backlink ในทีมไทย
อันดับ / อันดับการค้นหา (Ranking / Position)
"ขึ้นอันดับ 1" = ติดอันดับต้น ๆ บน SERP
SEO สายขาว vs สายดำ (White Hat vs Black Hat SEO)
สายขาว = ทำตามกฎ Google; สายดำ = ใช้ trick ที่เสี่ยงโดน Penalties เช่น Keyword Stuffing, Cloaking
รีเฟอร์เรล / ทราฟฟิกอ้อม (Referral Traffic)
ทราฟฟิกที่มาจากการคลิกลิงก์บนเว็บอื่น (ไม่ใช่ Search Engine โดยตรง)

สรุปสั้น ๆ

คำศัพท์ SEO ไม่ได้ยาก — ขอแค่ เริ่มเรียนทีละหมวด แล้วใช้จริงในงานประจำวัน ภายใน 3–6 เดือนคำเหล่านี้จะกลายเป็น "ภาษาที่สอง" ของคุณเอง

ขั้นต่อไปที่แนะนำ:

ขอ SEO Audit ฟรี — เห็นโอกาสของเว็บคุณภายใน 3 วัน

ทีม MNC วิเคราะห์ด้วยข้อมูลจริงจาก Google พร้อมไทม์ไลน์ที่เป็นไปได้สำหรับตลาดของคุณ

ขอใบเสนอราคาและ SEO Audit ฟรี →